ขั้นที่1 การกำหนดสิ่งที่องค์การจำเป็นต้องทำ
ประเภทของธุรกิจตามการดำเนินงานสามารถแบ่งได้ 3 ประเภท คือ
1. ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิต สิ่งที่องค์การประเภทนี้ต้องทำคือ การผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดี สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า
2. ธุรกิจเกี่ยวกับการจำหน่าย สิ่งที่ต้องทำคือ สรรหาสินค้ามาตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม
3. ธุรกิจเกี่ยวกับการบริการ สิ่งที่ต้องทำคือ ตอบสนองความต้องการของลูกค้าด้านการบริการต่างๆ
ธุรกิจทุกประเภทมีเป้าหมายสำคัญตรงกันคือ ต้องการขายความพึงพอใจที่ลูกค้ามีต่อตนให้ได้ สิ่งที่องค์การควรทำในสำนักงานคือ การตอบสนองความต้องการของผู้มาใช้บริการในเรื่องต่างๆ
การทำเอ็นจิเนียริ่งให้สำเร็จจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจ และความชัดเจนเพื่อให้พนักงานทราบสถานการณ์โดยทั่วไปของธุรกิจ
1.เรื่องที่ต้องนำมาดำเนินการ หมายถึง สถานการณ์ของธุรกิจและความเปลี่ยนแปลงที่ธุรกิจยอมรับ มีรายละเอียดต่อไปนี้
1.1 เรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นกับธุรกิจในปัจจุบัน ความเปลี่ยนแปลงสภาพแงดล้อม รวมถึงคู่แข่งขัน
1.2 ปัญหาของธุรกิจที่เผชิญอยู่
1.3 ภาวะความต้องการของตลาด
1.4 การวินิจฉัยปัญหา เป็นการหาจุดอ่อนของธุรกิจ
1.5 ต้นทุนของการไม่ปฏิบัติงาน
2. รายละเอียดของวิสัยทัศน์ หมายถึง สิ่งที่ธุรกิจต้องการจะเป็น ซึ่งต้องเป็นเป้าหมายในด้านต่างๆ ดังนี้
2.1 ศิลปกรรม เป็นจินตนาการ เพื่อแสดงสิ่งที่ธุรกิจเชื่อว่าต้องทำให้สำเร็จ
2.2 ปฏิบัติตามสัญญาณ เป็นสัญลักษณ์ที่บอกจุดหมายว่าได้ดำเนินการถูกทิศทาง มีการกำหนดเวลาที่ชัดเจน
2.3 จัดเตรียมหน่วยวัดที่เป็นมาตรฐาน เพื่อวัดผลกระบวนการรีเอ็นจิเนียริ่ง และให้รู้ว่าเกิดความสำเร็จอยู่ในระดับใด
สำหรับเป้าหมายของธุรกิจที่กำหนดขึ้นมาควรมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. เน้นการปฏิบัติงาน
2. มีวัตถุประสงค์แน่นอนที่วัดได้
3. มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพการแข่งขันในธุรกิจอย่างมหาศาล
ก่อนการทำรีเอ็นจิเนียริ่งควรหาความต้องการของลูกค้า โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าที่แท้จริง
วิธีการหาความต้องการของลูกค้าและสร้างวัฒนธรรมองค์การ มีดังนี้
1. การจัดการตลาด เพื่อใช้ในการคิดค้นหารูปแบบการให้บริการใหม่ๆ
2. การจัดการลูกค้า สร้างศูนย์บริการลูกค้า โดยให้การสนับสนุนด้านเครื่องมือที่ทันสมัย
3. วัฒนธรรมด้านความคิด สร้างวัฒนธรรมด้านความคิดให้พนักงานโดยรวบรวมข้อมูลทัศนคติของพนักงาน ใช้แบบสำรวจทัศนคติแบบมาตรฐาน
4. การจัดการทรัพยากรมนุษย์ มีการสร้างระบบการบริหารและการพัฒนาพนักงานที่ดี มีความยุติธรรมในการแต่งตั้ง การให้รางวัล และสามารถตรวจสอบได้ อคติโดยยึดหลักการ เช่น
4.1 ระบบการเลื่อนตำแหน่งและการให้รางวัลตอบแทนสำหรับแต่ละบุคคล
4.2 ระบบการให้รางวัลสำหรับทีมงาน
แหล่งที่มา เอกสารประกอบการเรียน วิชา โปรแกรมประยุกต์ด้านการจัดการสำนักงานอัตโนมัติ (4122602)
วันจันทร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2552
วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2551
D3 5021408143 สอบปฏิบัติ

ไอคิวเด็กไทย
ผลสำรวจค่าเฉลี่ยสติปัญญาของเด็กไทยเมื่อปี 2545 พบว่า เด็กอายุ 6-12 ปีมีไอคิวเฉลี่ย 88 จุด เด็กอายุระหว่าง 13-18 ปีมีไอคิวเฉลี่ย 87 จุด จากเดิมที่เคยเฉลี่ยร้อยละ 91 และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบที่มีพัฒนาการทางกล้ามเนื้อ สายตา และการสัมผัสตามปกติอยู่เพียงร้อยละ 80 เด็กไทยยังต้องแก้ไขในเรื่องความอดทน วินัย สมาธิ การพึ่งตนเอง และเด็กโตต้องพัฒนาเรื่องความคิดสร้างสรรค์ และการควบคุมอารมณ์ ขณะที่ค่าเฉลี่ยของไอคิวตามมาตรฐานสากลอยู่ที่ระดับประมาณ 100-110 จุด
ส่วนประกอบสำคัญที่พัฒนาไอคิวเด็กมี 3 ประการ คือ1. มีพื้นฐานภาษาดี
2. มีการพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และ
3. ได้รับสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสม พร้อมแสดงความเป็นห่วงนักเรียนที่นั่งเรียนหลังห้อง จะเป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการเรียนรู้ไม่ค่อยดี จึงอยากเรียกร้องให้ครูใส่ใจเป็นพิเศษ
แนวทางแก้ไข
กระทรวงสาธารณสุขตั้งเป้า หมายว่า ภายในปี 2551 ไอคิวเด็กไทยต้องเทียบเท่าประเทศพัฒนาอย่างญี่ปุ่น หรือสหรัฐอเมริกา คือไม่ต่ำกว่า 100 จุด จากการประชุมวิชาการเรื่อง “พัฒนาอย่างไรให้เด็กไทยฉลาด” ที่มีบุคลากรของกรมสุขภาพจิตและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกว่า 800 คนเข้าร่วมประชุม ถือเป็นการระดมความคิดอาจารย์ นักวิชาการ นักจิตวิทยา และแพทย์จากทั่วประเทศ มาร่วมวางมาตรฐานพัฒนาสติปัญญาเด็กและเยาวชนไทย โดยจะพัฒนาตั้งแต่ระดับร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสติปัญญา ตั้งแต่ในครรภ์มารดาและวางกรอบการเลี้ยงดูบุตร
แหล่งที่มา
http://school.eduzones.com/school-5-4-29307.html
http://www.bangkokhealth.com/teen_htdoc/teen_health_detail.asp?Number=9278
http://school.eduzones.com/school-5-4-29307.html
http://www.bangkokhealth.com/teen_htdoc/teen_health_detail.asp?Number=9278
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
นำเสนองานครั้งที่ 3
ระบบปฏิบัติการ Windows

เป็นระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก ถือได้ว่าเป็นระบบปฏิบัติการพื้นฐานที่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทุกคนต้องใช้ แม้ว่าจะมี ฟรี ระบบปฏิบัติการอื่นๆ เช่น Linux เป็นต้น แต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมเท่า การเรียนรู้การใช้งานของ Windows ย่อมได้ประโยชน์อย่างแน่นอน
ส่วนประกอบของ windows
1. Start - คลิกปุ่มนี้ จะมีเมนูแสดงขึ้นมา
2. Desktop - บริเวณพื้นที่ของ windows เพื่อแสดงไอคอน หรือโปรแกรมที่เราเรียกใช้งาน
3. Task Bar - บริเวณที่แสดงว่ามีโปรแกรมใดทำงานค้างอยู่
4. Icons - รูปภาพแทนคำสั่ง สำหรับไอคอนพื้นฐาน ได้แก่ (บางไอคอนมีเฉพาะใน Windows 98)
2. Desktop - บริเวณพื้นที่ของ windows เพื่อแสดงไอคอน หรือโปรแกรมที่เราเรียกใช้งาน
3. Task Bar - บริเวณที่แสดงว่ามีโปรแกรมใดทำงานค้างอยู่
4. Icons - รูปภาพแทนคำสั่ง สำหรับไอคอนพื้นฐาน ได้แก่ (บางไอคอนมีเฉพาะใน Windows 98)
- My Computer ไอคอนแสดงดิสก์ไดรฟ์ในเครื่องคอมฯของคุณ
- My Document เก็บตำแหน่งของเอกสารที่มีการเปิดใช้งาน
- Internet Explorer เวปบราวเวอร์สำหรับเล่น www
- Recycle Bin ถังขยะสำหรับเก็บไฟล์ที่มีการลบ สามารถกู้คืนกลับมาได้
- Outlook Express โปรแกรมสำหรับรับ-ส่ง อีเมล
- Nework Neighborhood ไอคอนแสดงระบบเครือข่าย หรือกลุ่มคอมพิวเตอร์ของคุณ
Control Panel
เป็นที่เก็บโปรแกรมสำคัญๆ ของ Windows เป็นโปรแกรมที่เกี่ยวกับการควบคุมการทำงานของ Windows ทั้งหมด ดังนั้นถ้าต้องการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมอุปกรณ์อะไรก็ตาม หรือจัดการอะไรเกี่ยวกับ Windows ก็จำเป็นจะต้องใช้บริการในส่วนของ Control Panel เสมอ แต่อย่างไรก็ตาม บางโปรแกรมอาจสามารถเรียกโดยไม่ต้องผ่าน Control Panel ก็ได้
วิธีการตรวจสอบดูอุปกรณ์ภายในเครื่องคอมฯ
1. คลิกไอคอน My Computer
2. คลิกขวา เลือกคำสั่ง Properties จะมีหน้าต่างเปิดใหม่
2. คลิกขวา เลือกคำสั่ง Properties จะมีหน้าต่างเปิดใหม่
3. เครื่องคอมฯ เป็นรุ่น Pentium II มีแรม 128 MB และใช้ Windows ME เป็นระบบปฏิบัติการ
4. คลิกแท็ปด้านบน Device Manager จะแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งภายในเครื่องคอมฯตัวนี้
4. คลิกแท็ปด้านบน Device Manager จะแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่มีการติดตั้งภายในเครื่องคอมฯตัวนี้
5. ส่วนแท็ป Hardware Profile จะแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับ configuration ของเครื่อง และ Performance จะแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับการทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ว่า อย่างในสถานะอย่างไร
การปรับแต่งหน้าตาของ Windows
เราสามารถปรับแต่งหน้าตาของ windows ในรูปแบบของเราได้ ไม่ว่าจะเป็น wallpaper, screen saver, และแม้แต่รูปแบบตัวอักษร ตลอดจนขนาดของหน้าตา และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยการเข้าคลิกขวา บริเวณหน้าจอ (Desktop) จากนั้นเลือกคำสั่ง Properties
รายละเอียดแต่ละคำสั่งบนแท็ป
1. Background - สำหรับปรับแต่ง wallpaper ของหน้าจอภาพ หรือ desktop
2. Screen Saver - สำหรับปรับเปลี่ยนโปรแกรมพักหน้าจอ สามารถกำหนดระยะเวลาให้แสดง Screen Saver ได้
3. Appearance - แสดงรูปแบบ ขนาดตัวอักษร (ไม่มีความเข้าใจ ไม่ควรเข้าไปปรับเปลี่ยน)
4. Effects - สำหรับปรับขนาดไอคอน รูปแบบการแสดงเมนู
5. Web - สำหรับแสดงหน้า Desktop ในรูปแบบของ Web
6. Settings - สำหรับกำหนดขนาดของหน้าจอ และจำนวนสีที่แสดง
2. Screen Saver - สำหรับปรับเปลี่ยนโปรแกรมพักหน้าจอ สามารถกำหนดระยะเวลาให้แสดง Screen Saver ได้
3. Appearance - แสดงรูปแบบ ขนาดตัวอักษร (ไม่มีความเข้าใจ ไม่ควรเข้าไปปรับเปลี่ยน)
4. Effects - สำหรับปรับขนาดไอคอน รูปแบบการแสดงเมนู
5. Web - สำหรับแสดงหน้า Desktop ในรูปแบบของ Web
6. Settings - สำหรับกำหนดขนาดของหน้าจอ และจำนวนสีที่แสดง
แหล่งที่มาอ้างอิง

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
นำเสนองานครั้งที่ 2
การพิจารณาการตัดสินใจนำระบบสำนักงานอัตโนมัติเข้ามาใช้



ในการนำเอาระบบสำนักงานอัตโนมัติมาใช้ในสำนักงานเป็นการลงทุนค่อนข้างสูงจำเป็นที่จะต้องวิเคราะห์และพิจารณาเสียก่อนว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ ผู้บริหารควรตั้งทีมงานหรือคณะกรรมการเฉพาะกิจศึกษาและพิจารณาก่อนตัดสินใจ และควรมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสารสนเทศช่วยพิจารณาร่วมด้วย ซึ่งหากในหน่วยงานไม่มีอาจใช้ที่ปรึกษาจากภายนอกองค์กรมาร่วมให้ความคิดเห็นต่อการเปลี่ยน แปลงของระบบสำนักงาน ข้อควรพิจารณาใช้ระบบสำนักงานอัตโนมัติ มีดังนี้
1. การวิเคราะห์ความต้องการของสำนักงาน เป็นการศึกษาระบบปัจจุบัน ปัญหาที่ประสบ และความต้องการของผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานที่เกี่ยวข้อง โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ และนำข้อมูลทั้งหมดมาหาข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับของผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่
2. การศึกษาความเป็นไปได้ของระบบ นำข้อมูลปัญหาที่ได้มาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่จะใช้ระบบเพื่อแก้ปัญหาและสนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงานได้ รวมทั้งทรัพยากรที่ใช้ในการจัดหาระบบและความคุ้มค่าในการลงทุน
3. การออกแบบระบบและอุปกรณ์อัตโนมัติ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญด้านสำนักงานอัตโนมัติออกแบบระบบและอุปกรณ์อัตโนมัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นภาพและแนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจนขึ้น
4. การจัดหาอุปกรณ์และระบบอัตโนมัติ เมื่อทราบรูปแบบและอุปกรณ์ที่จะใช้ในระบบสำนักงานอัตโนมัติว่ามีอะไรบ้าง ก็ทำการจัดหาโดยศึกษาหาข้อมูลจากตัวแทนหลาย ๆ แห่ง เพื่อทราบข้อมูลข้อได้เปรียบเสียเปรียบของอุปกรณ์แต่ละชนิดนำมาเปรียบเทียบกัน แล้วจัดหาอุปกรณ์ที่ดีและเหมาะสมที่สุด
5. การนำระบบมาติดตั้งในสำนักงาน เมื่อได้พิจารณาจัดหาอุปกรณ์หรือระบบสำนักงานอัตโนมัติแล้ว ต้องมีการจัดเตรียมสถานที่ให้พร้อมเพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ เช่น เดินสายไฟใหม่ เดินสายเคเบิลเพื่อเชื่อมโยงระบบเครือข่าย การจัดซื้อซอฟต์แวร์ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกอบรมพัฒนาพนักงานให้สามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัตินั้นได้เต็มที่ และอาจมีคู่มือการใช้งานด้วย
6. การประเมินผลและบำรุงรักษาระบบ เมื่อได้นำเอาอุปกรณ์และระบบสำนักงานอัตโนมัติมาใช้งานในสำนักงานแล้ว ควรมีการประเมิน ผลงานว่ามีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ มีผลกระทบอย่างไรบ้าง เมื่อทราบปัญหาแล้วควรทำการปรับปรุงระบบ เช่น การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ใหม่ การปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดคล้องกับระบบ เป็นต้น
5. การนำระบบมาติดตั้งในสำนักงาน เมื่อได้พิจารณาจัดหาอุปกรณ์หรือระบบสำนักงานอัตโนมัติแล้ว ต้องมีการจัดเตรียมสถานที่ให้พร้อมเพื่อการติดตั้งอุปกรณ์ เช่น เดินสายไฟใหม่ เดินสายเคเบิลเพื่อเชื่อมโยงระบบเครือข่าย การจัดซื้อซอฟต์แวร์ เป็นต้น รวมทั้งการฝึกอบรมพัฒนาพนักงานให้สามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์สำนักงานอัตโนมัตินั้นได้เต็มที่ และอาจมีคู่มือการใช้งานด้วย
6. การประเมินผลและบำรุงรักษาระบบ เมื่อได้นำเอาอุปกรณ์และระบบสำนักงานอัตโนมัติมาใช้งานในสำนักงานแล้ว ควรมีการประเมิน ผลงานว่ามีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่ มีผลกระทบอย่างไรบ้าง เมื่อทราบปัญหาแล้วควรทำการปรับปรุงระบบ เช่น การเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ใหม่ การปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติงานเพื่อให้สอดคล้องกับระบบ เป็นต้น
แหล่งที่มาอ้างอิง



วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551
นำเสนองานครั้งที่ 1
ความหมายของระบบสำนักงาอัตโนมัติ
คือแนวคิดและวิธีการนำคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานมาเชื่อมโยงกันด้วยระบบสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานสามารถทำงานร่วมกัน ได้อย่างรวดเร็ว และสะดวกสบาย ทั้งด้านการผลิต การเรียกค้นข้อมูล การประมวลข้อมูล การประสานงาน ระหว่างผู้ปฏิบัติงาน การนัดหมาย การประชุม และการตัดสินใจ
ประโยชน์ของสำนักงานอัตโนมัติ
1. ได้ข้อมูลรวดเร็วทันทีกับความต้องการ
2. ข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องมากขึ้น
3. ประหยัดเวลาและค่าใช่จ่ายในด้านแรงงาน
4. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการติดต่อสื่อสาร
5. ลดงานในการควบคุมที่ไม่จำเป็น
เทคโนโลยีที่ใช้ในสำนักงานอัตโนมัติ แบ่งได้ดังนี้
- เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เครื่องมือ เครื่องใช้ กระบวนการ หรือระบบงานต่างๆ
- การจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การวางแผน การออกแบบ และการร่วมือจากบุคคลากรฝ่ายต่างๆ
- เทคโนโลยีที่ใช้ในสำนักงานอัตโนมัติ มี 5 ลักษณะงาน คือ
1. งานด้านการจัดการเอกสาร
2. งานด้านการจัดการข่าวสาร
3. งานด้านการประชุม
4. งานด้านการสนับสนุนสำนักงาน
5. งานด้านการสนับสนุนผู้บริหาร
แหล่งที่มาของข้อมูล
http://zaraego.igetweb.com/
http://learners.in.th/
http://wattana-wikanda.blogspot.com/
คือแนวคิดและวิธีการนำคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สำนักงานมาเชื่อมโยงกันด้วยระบบสื่อสารข้อมูลเพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานสามารถทำงานร่วมกัน ได้อย่างรวดเร็ว และสะดวกสบาย ทั้งด้านการผลิต การเรียกค้นข้อมูล การประมวลข้อมูล การประสานงาน ระหว่างผู้ปฏิบัติงาน การนัดหมาย การประชุม และการตัดสินใจ
ประโยชน์ของสำนักงานอัตโนมัติ
1. ได้ข้อมูลรวดเร็วทันทีกับความต้องการ
2. ข้อมูลที่ได้มีความถูกต้องมากขึ้น
3. ประหยัดเวลาและค่าใช่จ่ายในด้านแรงงาน
4. เพิ่มประสิทธิภาพด้านการติดต่อสื่อสาร
5. ลดงานในการควบคุมที่ไม่จำเป็น
เทคโนโลยีที่ใช้ในสำนักงานอัตโนมัติ แบ่งได้ดังนี้
- เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เครื่องมือ เครื่องใช้ กระบวนการ หรือระบบงานต่างๆ
- การจัดการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ การวางแผน การออกแบบ และการร่วมือจากบุคคลากรฝ่ายต่างๆ
- เทคโนโลยีที่ใช้ในสำนักงานอัตโนมัติ มี 5 ลักษณะงาน คือ
1. งานด้านการจัดการเอกสาร
2. งานด้านการจัดการข่าวสาร
3. งานด้านการประชุม
4. งานด้านการสนับสนุนสำนักงาน
5. งานด้านการสนับสนุนผู้บริหาร
แหล่งที่มาของข้อมูล
http://zaraego.igetweb.com/
http://learners.in.th/
http://wattana-wikanda.blogspot.com/
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)
